สมาธิภาวนา

posted on 03 Sep 2011 13:38 by satjatum
สมาธิภาวนา 4 ประเภท
เมื่อกล่าวถึงการเจริญภาวนา ในขั้นแรกที่สุดอยากจะขอร้องให้ระลึกถึงหลักที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า สมาธิภาวนามีอยู่ 4 อย่างคือ
1. สมาธิภาวนาที่เป็นไปเพื่อทิฏฐธัมมสุข วิหารคือการอยู่เป็นสุขทันตาเห็นในภพปัจจุบันนี้
    ข้อนี้ได้แก่การเจริญรูป ฌานทั้งสี่
2. สมาธิภาวนาที่เป็นไปเพื่อได้ญาณทัสนะ(อันเป็นทิพย์) ข้อนี้ได้แก่การเจริญอาโลกสัญญา
    มีจิตอันสงัดไม่มีเครื่องร้อยรัดประกอบด้วยแสงสว่างชนิดที่กลางวันกับกลางคืนเป็นอย่างเดียวกัน
3. สมาธิภาวนาที่เป็นไปเพื่อความสมบูรณ์แห่งสติสัมปชัญญะ ข้อนี้ได้แก่การทำความรู้แจ้ง เวทนา สัญญา
    วิตก ในลักษณะที่เกิดขึ้นแล้วดับไป
4. สมาธิภาวนาที่เป็นไปเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ข้อนี้ได้แก่ตามพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและ
    ความเสื่อมไปของปัญจุปทานขันธ์อยู่เป็นประจำว่าขันธ์แต่ละขันธ์เป็นอย่างนี้ การเกิดขึ้นแห่งขันธ์แต่ละขันธ์
    มีได้ด้วยอาการอย่างนี้ๆ ความหายไปแห่งขันธ์แต่ละขันธ์ๆ มีได้ด้วยอาการอย่างนี้ๆ ดังนี้
เมื่อพิจารณาดูจากหลักแห่งสมาธิภาวนาทั้ง 4 นี้จะได้ใจความที่สำคัญๆ คือ คำว่า "สมาธิภาวนา" นั้นมิได้หมาย
ถึงการเจริญสมาธิอย่างเดียวเลย แต่หมายถึงเจริญทุกอย่างในทางใจที่จะต้องทำด้วยสมาธิ เพราะรู้กันอยู่แล้วว่า
สมาธินั้นหมายถึงความที่จิตตั้งมั่นหรือสงบอย่างเดียว ส่วนการเจริญภาวนาทั้ง 4 อย่างเหล่านี้มุ่งหมายสูงไปกว่า
สมาธิคือมุ่งหมายถึงผลที่จะพึงได้จากสมาธิโดยตรงแต่คงเรียกว่าสมาธิภาวนาอยู่นั่นเอง เพราะฉะนั้นเราจึงให้ความหมายของคำว่าสมาธิภาวนาว่า "การเจริญหรือการทำให้เกิดขึ้นโดยอาศัยสมาธิ" จึงเป็นอันว่าภาวนา 4 ในลักษณะเช่นนี้หมายถึงการเจริญสมาธิในเบื้องต้น จนได้สมาธิแล้วจึงทำให้เกิดฌาน เป็นญาณทัสนะ เป็นความสมบูรณ์แห่งสติสัมปชัญญะ และความสิ้นไปแห่งอาสวะในที่สุด ซึ่งนับว่าเป็นการกระทำประเภทที่สมบูรณ์และอุกฤษฎ์ สำหรับผู้มีอินทรีย์แก่กล้าโดยตรง
         เมื่อครั้งที่แล้วมา ได้พูดกันถึงเรื่องให้รู้จักสังเกตการเกิดขึ้นแห่งตัวกูของกูเสียเป็นวรรคเป็นเวร เกือบจะไม่ได้พูดเรื่องอะไร เพื่อให้รู้จักการเกิดขึ้นแห่งตัวกู ย่อมหมายความรู้จักตัวกูที่เกิดขึ้นด้วย ดูปัญหามันจะอยู่ที่ตรงนี้ ถ้าตัวกูมันเกิดขึ้นสมบูรณ์แล้ว มันก็ต้องเกิดความทุกข์
          เมื่อยังไม่เกิดทุกข์ มันก็อยู่ในรูปของกิเลสที่สมบูรณ์ เช่นโลภะสมบูรณ์ โทสะสมบูรณ์ โมหะสมบูรณ์ ที่เห็นได้ง่ายก็คือกระทบอายตนะโดยตรง ปรุงแต่งเป็นผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ตัวกูของกูกำลังรักอยู่ โกรธอยู่ เกลียดอยู่ กลัวอยู่ อะไรก็ตามที่มันเป็นกิเลสสมบูรณ์ เห็นชัด ทีนี้ที่มันไม่ถึงขนาดนั้น  มันยังเป็นครึ่งสำนึก  มันก็เห็นยาก เราก็ต้องมีวิธีที่จะจับตัวมันให้ได้ ทีนี้มันละเอียดไปกว่านั้น น้อยไปกว่านั้น สักว่ามีความกระเพื่อมแห่งจิตใจไปในทางนั้น ก็มี ดังที่ยกตัวอย่างว่า พอเห็นบุรุษไปรษณีย์เดินเข้ามาหาเรา จิตมันจะผิดไปทันที ผิดไปจากที่ยังไม่มีบุรุษไปรษณีย์เดินมาหาเรา  จิตมันอยู่ในสภาพอย่างไรก็ตาม สมมุติว่ามันเฉยอยู่ มันไม่ได้คิดนึกอะไร มันไม่มีความปรุงอะไร พอเห็นบุรุษไปรษณีย์เดินเข้ามา มันก็ปรุงทางธรรมารมณ์ เห็นทางตาก็จริง แต่ว่าในที่สุดมันไปเป็นเรื่องของธรรมารมณ์ คือมันรู้สึกว่ามันจะต้องมีอะไร การที่บุรุษไปรษณีย์มานี่ต้องมีอะไรซึ่งเป็นข่าวคราว และมันเกี่ยวกับเรื่องได้เรื่องเสียอะไรของเรา
            พอเห็นจ่าหน้าซองถึงเรา มันก็มากไปกว่านั้น หรือว่าเห็นชื่อลายมือนั้นที่หน้าซอง ใคร ทายถูกเลย มันก็มากไปกว่านั้นอีก ก็เปิดจดหมายนั้นดู รู้เรื่องที่เป็นเรื่องเป็นราวนั้น มันก็มากกว่านั้นอีก จนถึงขนาดที่เรียกว่าเป็นอารมณ์ที่ใหญ่ อารมณ์ที่สมบูรณ์ได้ แล้วแต่ข้อความในจดหมายนั้น มันจะเกิดความรู้สึกที่เป็นทุกข์หรือเป็นสุข หรือดีใจหรือเสียใจ หรือเศร้าสร้อยไปในที่สุด ถ้ามันเป็นเรื่องที่ต้องโศกต้องเศร้า
            ที่พูดอย่างนี้ ต้องการให้เปรียบเทียบถอยหลังเข้าไป จนถึงขณะที่ว่า เพียงแต่สักว่าเห็นบุรุษเดินเข้ามานี่ ข้างในมันก็เตรียมเปลี่ยน ปรุงไปในทางที่ว่ามันต้องมีเรื่องที่เราจะต้องเป็นผู้ได้ผู้เสียผู้แพ้ผู้ชนะ ผู้อะไรก็ตามแต่ที่มันจะคิดไปได้แม้อย่างนั้น ก็เรียกว่ามันเป็นการเกิดแห่งตัวกูอยู่ดี แต่มันชั้นที่เรียกว่าเบามาก เบามาก ชั้นเบาก็มี ชั้นเบามากก็มี เบาที่สุดก็มี แต่มันได้ผิดจากสภาวะเดิม คือไม่ได้ว่างจากตัวกูอยู่อย่างเดิมแล้ว เดี๋ยวนี้มันเริ่มมี แม้เบา เรียกว่าเป็นเงาแห่งตัวกูที่มันส่งมาก่อนก็ได้ แต่ความจริงมันไม่ใช่เงาหรอก มันเป็นตัวกูชั้นเบา
            เพราะฉะนั้น เมื่อมีอะไรเข้ามาสู่จิต  ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย อะไรก็ตาม มันก็เริ่มมีการเคลื่อนไหว ปรุง เป็นไปได้ตามธรรมชาติ ที่เรียกว่าอัตโนมัติ อัตโนมัติของธรรมชาติมันเป็นอย่างนั้นเอง
            ถ้ามันมีลักษณะแห่งการเกิดตัวกูแล้ว มันก็ผิดปกติแล้วล่ะ มันก็จัดเข้าไปไว้ในจำพวกกลุ่มทุกข์ พวกประเภทความทุกข์ได้ แม้จะน้อยเท่าไหร่ คือมันจะทนปกติอยู่อย่างเดิมไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมันยังมีอีกมากมายหลายเรื่อง หลายสิบเรื่อง ที่ยกตัวอย่างมาเพียงเรื่องเดียวเกี่ยวกับบุรุษไปรษณีย์เข้ามา ก็เป็นเพียงตัวอย่างเรื่องเดียว ให้รู้จักสังเกตละเอียดถึงขนาดนั้นก็พอ
            เป็นอันว่าเรารู้จักตัวกู หรือการเกิดแห่งตัวกู ด้วยความรู้สึกจริงๆ ไม่ใช่คาดคะเนตามคำพูดที่ได้ยินได้ฟัง แต่มันได้รู้สึกอย่างชนิดที่เรียกว่าสันทิฏฐิโก เห็นด้วยตนเอง รู้สึกด้วยตนเอง ประจักษ์แก่ใจของตนเองลงไปชัดๆ ราวกับว่าเห็นด้วยตา ราวกับว่าเห็นด้วยตา มันไม่ใช่ของเห็นด้วยตา มันเป็นของที่รู้สึกด้วยใจ หรือว่าเห็นด้วยใจ แล้วมันก็จะสังเกตได้ต่อไปถึงข้อที่ว่ามันเกิดอย่างไร อาการที่มันเกิดขึ้นมันเกิดอย่างไร แม้ในกรณีที่เบามาก เช่น เพียงแต่เห็นบุรุษไปรษณีย์เดินมา
            ทีนี้ถ้าเราไม่หยุดแค่นั้น เราสังเกตศึกษาต่อไป เราก็จะพบส่วนที่เป็นเหตุให้เกิด มันไม่ใช่อยู่ที่ว่าบุรุษไปรษณีย์เดินเข้ามา แต่เพราะว่าการที่เห็นบุรุษไปรษณีย์เดินเข้ามามันมีความหมาย มันไม่ใช่อยู่ที่ตัวบุรุษไปรษณีย์เดินเข้ามา แต่การเข้ามาของบุรุษไปรษณีย์มีความหมายแก่การได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์หรืออะไรก็ตาม แล้วแต่มันจะคิดไป เรียกว่ามันเป็นส่วนที่เป็นเหตุให้มันเกิดตัวกู แล้วมันเกิดอย่างไร และมันอยู่ในลักษณะอย่างไร แล้วในที่สุด มันมีความทุกข์มากหรือทุกข์น้อย น้อยที่สุดอย่างไร แต่มันต้องเป็นทุกข์แหละ ในระดับใดระดับหนึ่ง
            ทีนี้เราอาจจะคำนวณได้นะ ยังไม่เห็นหรอกตอนนี้ มันจะคำนวณได้ว่า ถ้าตัวกูเหล่านี้มันไม่ได้เกิด จิตของเราจะยังคงว่าง หรือเกลี้ยง หรือปกติ หรือสงบอยู่แน่นอน เพราะยังไม่ทันเห็น เพราะยังไม่มีไม่เป็นขึ้นมา แต่คำนวณได้และมีความเชื่อแน่ เพราะมันเห็นในส่วนที่มันเป็นรากฐานเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว มันเกิดความแน่ใจได้ว่า ถ้าไม่เกิดสิ่งที่เรียกว่าตัวกูของกูในขนาดไหนก็ตาม มันจะไม่มีความทุกข์แน่ ดังนั้นจึงเริ่มสนใจที่จะทำอย่างไร จึงจะไม่เกิดตัวกู ทีนี้วันนี้เราจะพูดกันโดยหัวข้อว่า การปฏิบัติที่หยุดการเกิดแห่งตัวกู การปฏิบัติที่ทำให้หยุดการเกิดแห่งตัวกู
            คุณจะต้องทำความรู้แจ้งในเรื่องการเกิดตัวกูอย่างไร เป็นอย่างไรให้มันแจ่มแจ้งอยู่เสมอ แล้วมันก็จะง่ายในการที่จะเข้าใจในการที่จะหยุดพฤติอันนั้นเสีย ไม่ให้เกิดตัวกูนั่นแหละ คือวิธีปฏิบัติทั้งหมดที่เรียกกันว่าสมาธิภาวนา หรือกรรมฐาน หรือวิปัสสนา หรือแล้วแต่จะเรียก ที่เขารวมๆ เรียกๆ กันว่า เป็นเรื่องของการทำวิปัสสนา ที่จริงไม่ถูกหรอก เพราะมันมีอะไรที่ไม่ใช่วิปัสสนา หรือรากเบื้องต้นของวิปัสสนารวมอยู่ด้วย ถ้าเรียกกรรมฐานจะถูกกว่า ถ้าเรียกว่าจิตตภาวนาจะถูกที่สุด เพราะว่าเป็นการอบรมจิตโดยตรงให้อยู่ในลักษณะที่ไม่มีปัญหาไม่มีความทุกข์
            แต่ตามปกติที่เขาเรียกๆ กันอยู่นี่ เขาเรียกว่าวิปัสสนา สำนักวิปัสสนา ยกเอาคำว่าวิปัสสนาเป็นหลัก มันเป็นคำที่จะได้มาจากอรรถกถาหรืออะไรนี่ ถ้ามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับจิตใจ กระทำเกี่ยวกับจิตใจ เรียกวิปัสสนาหมด แม้ส่วนที่เป็นสมถะ แต่ในพระบาลีท่านแยกกันชัดว่าเป็นสมถะส่วนหนึ่ง เป็นวิปัสสนาอีกส่วนหนึ่ง   มีอยู่เป็นสองส่วน
            ที่เราเรียกว่าสำนักวิปัสสนา หรือทำวิปัสสนานั้นมันทำทั้งสมถะและวิปัสสนา ให้รู้ไว้นะเดี๋ยวจะเข้าใจผิด เหมือนคนทั่วไปเข้าใจผิดเกี่ยวกับคำเหล่านี้ ทำวิปัสสนามันคือทำทั้งสมถะ และทำทั้งวิปัสสนา
            สมถะนั้นมันเป็นเบื้องต้น เป็นบุพภาคเบื้องต้นหรือจะเรียกว่าเป็นฐานที่ตั้งก็ได้ ของวิปัสสนา ทีนี้เราจะใช้คำว่า จิตตภาวนา ให้หมายถึงคำว่า วิปัสสนาที่เขาหมายความกันทั่วๆไป คือรวมทั้งสมถะด้วย ถ้ามันเป็นคำที่แปลกหู ก็ใช้คำว่าทำสมถะวิปัสสนาเลย มันเยิ่นเย้อ อาการทำสมถะวิปัสสนาทั้งหมดนั่นแหละ ทุกแบบทุกชนิดที่มันมีอยู่ในพระบาลี อรรถกถาอะไรต่างๆ นั่น มันคือการกระทำที่เป็นการหยุดการเกิดแห่งตัวกู หยุดชั่วคราวก็ได้ผลชั่วคราว เช่นทำสมถะนี่ก็หยุดได้ชั่วคราว ช่วงที่มีสมาธิ ถ้าวิปัสสนา ถ้าแรกเริ่มมันก็บรรเทาไว้ ชะลอไว้ ถ้าวิปัสสนาสมบูรณ์ถึงที่สุด ถึงขั้นสูงสุด มันก็ตัดการเกิดได้เด็ดขาด ไม่เกิดอีกต่อไป

ความลับของอายตนะ

posted on 17 Jan 2011 07:59 by satjatum
           เรียกว่าเป็นเด็กที่โชคดี ที่ได้เกิดขึ้นมาในตระกูลที่พ่อแม่มีความรู้เรื่องเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ คือหักห้ามป้องกันกิเลสเสียด้วยกำลังจิต หรือด้วยกำลังปัญญา เป็นอุปนิสัยปัจจัยแก่เด็กเล็กๆ ในวงตระกูลนั้น ฉะนั้น การที่ได้เกิดมาในตระกูลที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ และในตระกูลที่เป็นสัมมาทิฏฐินั้นมันต่างกันมาก ถ้าได้เกิดมาในตระกูลที่เป็นสัมมาทิฏฐิ ก็มีบุญ จะได้รับการสั่งสอนอบรมแวดล้อมมา ให้รู้จักควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มาตั้งแต่อ้อนแต่ออก โตขึ้นก็ไม่เป็นอันธพาล ก็จะเป็นเด็กดี มีลักษณะเป็นสัตบุรุษ
            ถ้าโชคร้ายเกิดมาในตระกูลมิจฉาทิฏฐิ ไม่ได้รับการสั่งสอนในเรื่องนี้ เขาก็เป็นทาสสอง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นทาสของอารมณ์ เป็นทาสของเวทนา ส่งเสริมกิเลส มีกิเลสแรงกล้า เขาก็ทำอะไรตามกิเลส มันก็เป็นอันธพาล หาความสุขความเจริญไม่ได้ ทีนี้มาดูเราทุกคน นักเรียนทั้งหลายลองสังเกตดูตัวเองทุกคนว่าเกิดมาในรูปแบบไหน ในรูปแบบที่รู้จักควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มาแต่ต้น หรือว่าไม่รู้ เพิ่งจะมาเรียน มารู้กันทีหลัง หรือบางคนก็ยังไม่เคยรู้เคยเรียนเรื่องนี้ เดี๋ยวนี้ก็คือโอกาสพูดเรื่องนี้ ขอให้สนใจฟังในฐานะที่เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด คือเรื่องที่จะรอดไปได้ หรือเรื่องที่จะล้มละลายวินาศหมด มันก็อยู่ที่ตรงนี้  ถ้าเราสามารถควบคุมกิเลส เราก็รอดตัวไปได้ ถ้าเราตกเป็นทาสของกิเลส ไม่สามารถควบคุมมัน เราก็วินาศ เราจึงบอกกันเรื่องให้รู้จักควบคุมกิเลสโดยควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อตาเห็นรูป เมื่อหูฟังเสียง ทั้ง ๖ อย่างนี้ ให้มีสติ ความระลึกได้ถึงความถูกต้อง ถึงพระธรรมว่าสอนไว้อย่างไร ก็ควบคุมให้เป็นไปในทางที่จะไม่เกิดกิเลส ก็คืออย่าให้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สร้างนรกขึ้นมาให้เรา อย่าให้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นนรกให้แก่เรา ถ้าเราควบคุมมันให้อยู่ในความถูกต้อง ไม่เกิดกิเลส แล้วก็ทำอะไรไปตามที่ควรจะทำ ไม่ต้องเป็นทุกข์ แล้วก็ได้ผลดี ตามที่ควรจะได้ นี่คือเราควบคุมให้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นสวรรค์แก่เรา หรือสร้างสวรรค์ให้แก่เรา
            นี่คือความลับของสิ่งที่เรียกว่าอายตนะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั่นเอง ไม่ใช่ว่าจะต้องมีอะไรพิเศษ ลึกลับ ซ่อนเร้นอยู่ที่ไหน มันมารวมอยู่ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่เรามีอยู่ ใช้อยู่ ทุกๆ วันนั่นเอง นี่เรื่องของ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่เป็นความรู้ขั้นต้นที่สุด ขั้นพื้นฐานที่สุดที่ทุกคนจะต้องรู้ ที่พ่อแม่จะต้องรู้ สำหรับจะช่วยเหลือลูกเด็กๆ ให้เขาเดินถูกทาง เด็กๆ ที่โตขึ้นมาถึงขนาดนี้แล้ว จะต้องรู้ ถ้าไม่รู้ก็จะไปผิดทาง แล้วก็จะวินาศ เพราะว่าไม่สามารถดำรงจิตไว้ให้ถูกต้องได้นั่นเอง ข้อนี้ ท่านมีหลักตายตัวอยู่สั้นๆ ว่า จิตที่ตั้งไว้ผิด มันก็จะมีผลเป็นทุกข์ เดือดร้อนยิ่งกว่าพวกศัตรูทั้งหมดร่วมกันทำให้แก่เราเสียอีก ถ้าจิตของเราตั้งไว้ถูก เราก็จะมีความสุขยิ่งกว่ามิตรสหาย คนรักคนใคร่ทั้งหมดร่วมกันกระทำให้แก่เราเสียอีก  ฟังดูมันน่ากลัวมั้ย จิตนิดเดียว ตัวเดียวเท่านั้น ถ้าตั้งไว้ถูก จะมีความสุขความเจริญที่ควรปรารถนามากมายเหลือเกิน แม้ว่าคนที่รักเรา บิดา มารดา พี่ป้าน้าอา ญาติทั้งหลาย มิตรสหายทั้งหลาย จะมารวมกัน ทำให้เกิดความดีความเจริญ ก็ยังไม่เท่ากันกับจิตที่เราตั้งไว้ถูกมันจะทำให้แก่เรา
            ในทางฝ่ายชั่วก็เหมือนกัน ถ้าเราตั้งจิตไว้ผิด เป็นมิจฉาทิฏฐิ อะไรเกิดขึ้นก็เกิดขึ้นสำหรับมีกิเลสทั้งนั้น ทั้ง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้ว เป็นการตั้งจิตไว้ผิด เราก็จะได้รับทุกข์รับโทษจะเดือดร้อนมากมาย ยิ่งกว่าศัตรูทั้งหมดของเราจะมารวมกันทำให้เราเดือดร้อน ก็ยังไม่เท่าความเดือดร้อนที่เกิดมาจากจิตที่ตั้งไว้ผิด จิตจะตั้งไว้ผิดหรือตั้งไว้ถูก มันขึ้นกับความรู้เรื่องอายตนะของเราเอง เรารู้เรื่อง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของเรา ว่ามันมีธรรมชาติที่จะปรุงแต่งกันตามลำดับอย่างที่ว่ามาแล้ว จนกระทั่งเกิดกิเลส หรือว่าเราสามารถควบคุมได้ มันก็ไม่เกิดกิเลส ให้รู้เรื่องของตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ในลักษณะที่ว่า จะไม่เกิดกิเลส เพราะมีความรู้ มีสติพอที่จะใช้ความรู้ ในเมื่อมีอะไรมากระทบทางอายตนะ
            เราจงรักษาคุ้มครองป้องกัน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไว้ โดยมีสตินำเอาความรู้มาใช้ทันท่วงทีที่มันมีการกระทบทางอายตนะ
            อย่าไปสนใจเรื่องอื่นเลย มันไม่ช่วยให้เราเอาชนะความทุกข์ได้ดีเท่ากับเรื่องนี้ เรื่องที่สามารถควบคุมอายตนะ เราก็จะมีความสุข ไม่ใช่ว่าเราจะมีเงินใช้มาก แต่งตัวสวย ร่ำรวย เล่นหวัว แล้วก็จะมีความสุข นั่นมันจะเป็นนรก มานั่งน้ำตาเช็ดหัวเข่าอยู่ไม่ทันรู้ มารู้จักควบคุมสิ่งที่มากระทบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจกันดีกว่า นี่ขอให้สนใจอย่างนี้
            นี่เราเรียกว่าความลับเรื่องหนึ่งทีเดียว เกี่ยวกับอายตนะของเรา เรามีความรู้เรื่องนี้แล้ว เราจะไม่หลงเรื่องความสวยงาม เอร็ดอร่อย คือไม่หลงรักจนเกิดกิเลส เพราะความสวยงาม เอร็ดอร่อย เราก็ไม่ต้องโกรธ ขัดใจเมื่อมันไม่สวยงาม ไม่เอร็ดอร่อย เราปกติอยู่ได้ เป็นคนปกติอยู่ได้ ไม่ขึ้นๆ ลงๆ ยินดียินร้ายจนเป็นโรคประสาท เหมือนที่เป็นกันโดยมาก กระทั่งเป็นโรคจิตแล้วบ้าเลย เพราะว่าเขาไม่รู้เท่าทันอายตนะ
            เดี๋ยวนี้บูชาความสวยความงาม กระทั่งบูชากามารมณ์ ระลึกนึกถึงทุกลมหายใจเข้าออกแต่เรื่องกามารมณ์ คนหนุ่มคนสาวสมัยนี้ นึกถึงทุกลมหายใจเข้าออกแต่เรื่องกามารมณ์ แล้วผลมันจะเกิดขึ้นอย่างไร ลองคิดดู เพราะไม่รู้เรื่องของกามารมณ์ว่าเป็นของหลอกลวง เป็นมายา เป็นที่ตั้งแห่งกิเลส และทำลายหมดสิ้น ไม่มีอะไรเหลือ เพราะมันเป็นเรื่องพ่ายแพ้แก่อายตนะ เป็นทาสของอายตนะ ไม่เป็นนายเหนืออายตนะนั่นเอง